.....หน้าแรก

ความเป็นมา

วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย

คราม..?????

เสน่ห์คราม

เทคนิค Textiles

รายการผลิตภัณฑ์

มาตรฐานผลิตภัณฑ์

จุดจำหน่ายสินค้า

ผังเครือข่าย

พงศาวดารเมืองแถน

ศิลปวัฒนธรรมภูไท

รรรมทัศนาจร

ประสบการณ์รักษามะเร็ง

กล้ามเนื้อลีบดูเชน

การแพทย์ทางเลือก

ธรรมะ-รักษา  พลังจิต  จักรา  จักวาล

ชีวจิต

อาหารทิพย์

โรคหายได้ด้วยตัวราเอง

อยู่อย่างไรจึงพอเพียงอย่างเพียงพอ

หมอบ้าน

กฎหมายอาคาร

บ้านดิน

อยู่อย่างราชา

สวรรค์บนดิน

Profile

Presentation

Product

ภาพกิจกรรม ปฏิทินงานแสดงสินค้า

เว็บลิ๊งค์

 

ธรรมะ-รักษา...................พลังจิต - พลังจักรวาล
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
แสดงธรรมที่กระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๙

บัดนี้ จะได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาศาสนธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าด้วยพลานุภาพของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ที่นำเรื่องนี้มาแสดงก็เพราะเหตุว่า ในปัจจุบันนี้ ชาวพุทธของเรานี่กำลังพากันตื่นพลังใหม่ ซึ่งมีชาวต่างประเทศเขานำมาเผยแพร่ พลังที่เขานำมาเผยแพร่นั้นเรียกว่า พลังจักรวาล

ทีนี้อะไรเป็นพลังจักรวาล... ในจักรวาลนี้มีสิ่งที่เป็นวัตถุซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ ๔ อย่าง ๔ อย่างนี้ ทางภาษาศาสนาพุทธท่านบัญญัติว่าเป็นธาตุ ๔ ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ในจักรวาลนี้มีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ และในกายในใจของเรานี่ก็มีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เราอาศัยกายกับใจของเราเป็นหลัก แล้วมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราสามารถที่จะสร้างพลังซึ่งเกิดจากส่วนผสมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้เกิดมีพลังมหาศาลขึ้นมาได้ เรียกว่า พลังพุทธะ พลังพุทธะนี้ก็หมายถึง สภาวะจิตของเรามีสมรรถภาพ มีความเข้มแข็ง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เมื่อท่านผู้ใดสามารถทำจิตของตนเองให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หมายถึง จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง ผู้นั้นสามารถสร้างพลังขึ้นภายในจิตในใจของตนเองได้

การสร้างพลังตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ...เป็นอุบายวิธีสร้างสมรรถภาพทางจิตของตนเองให้มีพลังเหนือพลัง ที่ว่าจิตของเรามีพลังเหนือพลัง หมายถึงจิตที่บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งหลายทั้งปวง บรรลุถึงพระนิพพานสำเร็จเป็นพระอรหันต์ สภาพจิตของพระอรหันต์เป็นสภาพจิตที่มีพลังเหนือพลัง ที่เรียกว่าเหนือพลังก็เพราะเหตุว่าไม่มีพลังแห่งธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ใด ๆ สามารถที่จะดึงดูดจิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ให้มาตกอยู่ในอำนาจของสิ่งนั้น ๆ ได้ จึงได้ชื่อว่าจิตของพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าเป็นพลังเหนือพลัง เพราะฉะนั้น อุบายวิธีปฏิบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราศึกษาและปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ พระองค์สอนให้เราสร้างจิตของเราเองให้มีพลังพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จนกระทั่งจิตของเรามีสภาวะสะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง แล้วจิตของเราจะกลายเป็นจิตที่มีพลังเหนือพลัง
            อุบายวิธีการที่เราจะสร้างจิตของเราให้มีพลังงาน ต้องมีจุดยืน คือ เราจะต้องมีศรัทธา เชื่อมั่นในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ปัญหามีว่าคุณของพระพุทธเจ้าตามตำรับตำรา ได้แก่ บทสวดมนต์ที่เราใช้สวดกันอยู่ทุกวัน บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจหรือแปลไม่ออก

” อิติปิ โส แม้เพราะเหตุนี้ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้ อะระหัง เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์สิ้นเชิง สัมมาสัมพุทโธ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง วิชชาจะระณะสัมปันโน สมบูรณ์ด้วยวิชชา และจรณะคือข้อวัตรปฏิบัติที่ถูกต้อง สุคะโต เสด็จไปดีแล้ว โลกะวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครอื่นเสียยิ่งไปกว่า สัตถาเทวะมะนุสสานัง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทโธ เป็นผู้รู้แล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้ตื่นแล้ว ภะคะวา เป็นผู้จำแนกธรรมะคำสั่งสอนให้เป็นประโยชน์แก่ประชุมชน”  อันนี้คือคุณของพระพุทธเจ้าที่เราสวดอิติปิโสเป็นต้นนั้นเอง..

ทีนี้เราจะสร้างจิตของเราให้มีพลังงาน จะต้องมีความยึดมั่นในพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ทีนี้พระพุทธเจ้านี่อยู่กันที่ตรงไหน ใคร ๆ เรียนพุทธประวัติแล้วก็ว่า พระพุทธเจ้าเกิดที่ประเทศอินเดีย เวลานี้พระองค์ก็ปรินิพพานไปนานแล้ว เราจะไปยึดเอาพระองค์ที่ไหนเป็นที่พึ่งที่ระลึก เราเคยกล่าวคำบูชาพระพุทธองค์ว่า ข้าพเจ้าขอบูชาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว แต่ยังปรากฏอยู่โดยพระคุณ อาศัยเหตุผลดังกล่าวนี้ คุณความเป็นพุทธะไม่ได้หายสาบสูญไปจากโลก และเป็นคุณธรรมที่ทุกคนสามารถที่จะสร้างขึ้นให้มีในจิตในใจของตนเองได้ โดยที่เรามายึดมั่นในพระคุณของพระองค์ ดังที่กล่าวแล้ว อย่างน้อยเราก็มีศรัทธาตั้งมั่นในคุณของพระพุทธองค์อย่างมั่นคง มีความรักในพระพุทธองค์อย่างมั่นคงมีศรัทธาไม่คลอนแคลน

ในเมื่อเรามีศรัทธาเชื่อมั่นและตั้งมั่นในสิ่งไหน จิตที่เชื่อมั่นนั้นย่อมเกิดมีพลัง พลังที่จะปรากฏเด่นชัดก็คือ วิริยะ ความแกล้วกล้าอาจหาญ กล้าเสียสละกายและใจของตนเอง เพื่อบูชาข้อวัตรปฏิบัติ เช่น การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น เมื่อเรามีวิริยะความพากความเพียร ความพยายาม สติที่จะระลึกรู้สิ่งที่ผิดชอบชั่วดีก็ย่อมมีปรากฏขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตใจมั่นคงเพราะอาศัยความมีศรัทธาตั้งมั่น จิตใจมั่นคงนั้นคือสมาธิ ทีนี้เมื่อมีสมาธิแล้วก็มีสติ ปัญญา เมื่อจิตสงบ ตั้งมั่น นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน อย่างน้อยเราก็รู้ มีปัญญารู้ว่า จิตแท้ จิตดั้งเดิมของเรานี่มันเป็นอย่างไร เมื่อจิตสงบ นิ่ง ว่าง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ขึ้นมาเมื่อไร เราสามารถรู้ความจริงของจิตแท้ จิตดั้งเดิมของเราเมื่อนั้น เราจะมีความรู้สึกว่านี่แหละคือจิตแท้ จิตดั้งเดิมของเรา

เมื่อจิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน นอกจากจะรู้ความจริงของจิตของตนเอง เราก็ยังจะได้รู้ว่าคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้บังเกิดขึ้นในจิตของเราแล้ว เพราะฉะนั้น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ในเมื่อเรามาปฏิบัติให้ถึงพร้อม จิตสงบ นิ่ง มีสติ รู้ตัวอยู่ มีความมั่นคง เมื่อจิตมีความมั่นคง แม้ว่าเราจะเคลื่อนไหวไปมาทางใด เราก็มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ทุกขณะ การทำ การพูด การคิด เรามีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะ ความมีสติรู้ตัวนั่นแหละคือธรรมะแท้แห่งพุทธะที่เกิดขึ้นที่จิตของเรา เราจะต้องสังเกตดูความเป็นไปของจิตของเราอย่างนี้

ทีนี้ในเมื่อในขณะใดที่เราสามารถทำจิตให้นิ่ง ว่าง สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน แล้วก็มีปีติ มีความสุข จิตของเราได้สัมผัสกับคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ เมื่อเราสามารถสร้างจิตให้เป็นพุทธะ ให้บังเกิดขึ้นพร้อมที่จิตของเราแล้ว ธรรมะก็ปรากฏขึ้น ธรรมะก็คือคุณธรรม ได้แก่ สภาวะจิต รู้ ตื่น เบิกบาน นั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น ธรรมชาติของความเป็นพระสงฆ์ก็ย่อมบังเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะธรรมชาติของผู้ที่มีสภาพจิตเป็นเช่นนั้น เขาจะต้องมีความรู้สึกสำนึกเสมอว่า เราจะต้องละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตของตนเองให้บริสุทธิ์ สะอาด อันนี้เป็นจุดเริ่มของความมีพุทธะ เป็นจุดเริ่มของพลังจิต เป็นจุดเริ่มของพลังจักรวาล

ในเมื่อท่านผู้ใดปฏิบัติได้อย่างนี้ แม้แต่เพียงเชื่อมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างมั่นคง อธิษฐานจิตของตนเองให้แน่วแน่ ขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายทั้งหลายทั้งปวงให้ไปปราศจากกาย วาจา และจิตของข้าพเจ้าโดยเด็ดขาด และปลูกความเชื่อมั่นลงในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างมั่นคง สามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บของตนเองและคนอื่นให้หายได้ แต่ความจริงการใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ในเมืองไทยเรานี้มีมาแต่เก่าแก่โบราณสมัยที่โรงพยาบาลยังไม่มีในประเทศไทย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หมอชาวบ้านทั้งหลายเขาก็อาศัยอมยาพ่น ฝนยาทา ตามประสาจน ใช้เวทย์มนต์คาถาเสกเป่า กระดูกแตก กระดูกหัก ใช้มนต์เสกน้ำมนต์หรือน้ำ หรือน้ำมัน แล้วก็เอามาทา เป่า กระดูกมันก็สามารถต่อกันได้ อันนี้คือตัวอย่างที่คนโบราณรักษาโรคด้วยพลังจิต

........>>>>>>...แม้ว่าในสมัยปัจจุบันนี้ ครูบาอาจารย์บางท่าน..เวลาท่านเจ็บป่วย ท่านไม่ได้คำนึงถึงมดหมอ หรือคิดจะไปโรงพยาบาล พอรู้สึกว่าไม่สบาย ท่านก็เข้าสมาธิ นั่งสมาธิภาวนาของท่าน ทำจิตให้สงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน บางทีสภาพจิตของท่านมีความรู้สึกสว่าง รู้ตื่น เบิกบาน ร่างกายตัวตนหาย ในเมื่อร่างกายตัวตนหาย โรคภัยไข้เจ็บมันก็ไม่มีปรากฏ เพราะมันไม่มีที่เกิด โรคภัยไข้เจ็บมันเกิดที่กาย แต่ที่ใจมันไม่มีโรคอะไรที่จะไปบังเบียดมันได้ นอกจากกิเลสเท่านั้นเอง ในเมื่อท่านปฏิบัติอย่างนี้ก็สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้

เพราะฉะนั้น ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จุดเริ่มที่ว่าสามารถสร้างพลังจิตพลังใจของเราให้เกิดมีเพื่อประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้ หนึ่ง เราจะต้องมีศรัทธาตั้งมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มีความรัก ตั้งมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และมีความเชื่อมั่นว่าคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คือคุณธรรมที่อยู่ในจิตใจของเรา ...เมื่อเราทำสมาธิให้จิตใจสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ได้เมื่อไร เมื่อนั้นคุณของพระพุทธเจ้าก็ปรากฏแก่เราได้อย่างชัดเจน จิตของเราก็เป็นจิต ในเมื่อจิตของเราเป็นจิตพุทธะ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ถ้าจิตของเราจะก้าวหน้าไปในทางปฏิบัติ ทางไปของจิตจะมีอยู่ ๓ ทาง ขอให้ท่านทั้งหลายพึงสังเกตเอาไว้

ถ้าหากว่าในช่วงนั้นกระแสจิตส่งออกนอก จะเกิดมโนภาพได้แก่ภาพนิมิต ในเมื่อภาพนิมิตปรากฎ อย่าไปเอะใจ อย่าตกใจกำหนดสติ รู้จิตเฉยอยู่เท่านั้น เพราะนิมิตอันนั้นเป็นจิตของเราสร้างมโนภาพขึ้นมาเท่านั้น อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่ามีสิ่งอื่นมาแสดงตัวให้เรารู้เราเห็น จิตของเราเองแท้ ๆ เป็นผู้แสดงขึ้นมา แต่ในช่วงที่เราภาวนาแล้วเกิดนิมิตเกิดมโนภาพขึ้นมา ถ้าหากมีใครมาชักจูงว่าเมื่อเห็นนิมิตแล้วให้น้อมเข้ามาในจิตในใจของเรา ให้ผู้วิเศษทั้งหลายเหล่านั้นมาช่วยพลังสมาธิ สติ ปัญญาให้แก่กล้า ถ้าน้อมมโนภาพนั้นเข้ามาถึงตัวได้เมื่อไร เมื่อนั้นจะกลายเป็นการทรงวิญญาณ..เพราะเมื่อนิมิตเข้ามาถึงตัวแล้ว สมาธิที่ปลอดโปร่ง สบาย เบา จะ รู้สักว่าอึดอัด หนักหน่วงไปทั้งตัว หัวใจเหมือนถูกบีบ จิตซึ่งเคยเป็นอิสระจะตกอยู่ในอำนาจของสิ่งที่เข้ามาแทรกสิง ในที่สุดกลายเป็นการทรงวิญญาณ นี่ ในจุดนี้นักปฏิบัติต้องระมัดระวังให้ดี.....

.....

ทีนี้ทางหนึ่ง ถ้าหากว่าจิตไม่ออกนอก วิ่งเข้ามาข้างใน มาสงบ นิ่ง สว่างอยู่ภายในของร่างกาย เมื่อจิตสงบ สว่างในท่ามกลางของร่างกาย ถ้าหากว่ามีครูบาอาจารย์มาแนะนำ ว่าให้รวมเอาความสว่างเป็นดวงแก้ว สร้างดวงกลมให้กลายเป็นพระพุทธรูป เพ่งให้ใสบริสุทธิ์สะอาด แล้วจะเห็นดวงธรรมปรากฏเด่นชัดขึ้นมา ถ้าหากมีใครแนะนำชักจูงให้เป็นไปอย่างนั้น ก็จะเป็นไปตามคำแนะนำชักจูงนั้น ๆ แต่ในทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ในเมื่อมีปรากฏการณ์เช่นนั้นปรากฏขึ้น นักปฏิบัติต้องกำหนดรู้ เฉยอยู่เท่านั้น ไม่ต้องไปนึกปรุงแต่งให้ดวงหรือความสว่างนั้นเป็นอะไร ถือแต่เพียงว่าสิ่งนั้นเป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น

แล้วในขณะที่..จิตนิ่ง ...สว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ความสว่างของจิตจะพุ่งออกมารอบ ๆ เราจะรู้สึกว่าเรานั่งอยู่ในท่ามกลางแห่งความสว่าง แต่ภายในดวงจิตนั้นสามารถมองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในทั่วหมด ในขณะจิตเดียว เรียกว่ารู้อาการ ๓๒ จนกระทั่งจิตสงบละเอียดยิ่งลงไป จนถึงขนาดร่างกายตัวตนหาย ยังเหลือจิตดวงเด่น นิ่ง สว่างไสวอยู่เท่านั้น ถ้าหากว่าจิตจะเดินไปในทางสมถะทางสายฌานสมาบัติ จิตก็มีจะแต่สงบ นิ่ง สว่าง ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามลำดับขั้นของฌานสมาบัติ แต่ถ้าหากว่าจิตไม่ไปเช่นนั้น เมื่อร่างกายตัวตนหายไปแล้วจะย้อนกลับมามองร่างกายของตัวเอง จะปรากฏว่าร่างกายของตัวเองตาย ขึ้นอืด เน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไปไม่มีอะไรเหลือ เมื่อจิตถอนจากสมาธิ จะได้ความรู้ขึ้นมาว่า นี่แหละคือการตาย ตายแล้วก็ต้องเน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่าสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขา มีที่ไหน ถ้ามองเห็นความตาย จิตก็รู้ว่านี่แหละคือความตาย มองเห็นความเน่าเปื่อยผุพัง นี่แหละ...อสุภกรรมฐาน.....มองเห็นร่างกายสลายตัวไปเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะรู้ธาตุสมถะ รู้ว่ากายของเราสักแต่เป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่าสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา มีที่ไหน อันนั้น อนัตตานุปัสนาญาณ ความรู้ว่าร่างกาย ตัวตน ไม่มีอัตตาตัวตน เป็นอนัตตาเท่านั้น เราจะได้ความรู้ตามลำดับขั้นตอน อย่างนี้........

..........

ในขณะที่จิตมองดูเห็นว่าร่างกายเน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไป ความรู้ความเห็นอันนั้นเป็น..สมาธิขั้นสมถกรรมฐาน.... แต่..เมื่อจิตถอนออกมาแล้ว สิ่งรู้เห็นทั้งหลายหายไป จิตมาสัมพันธ์กับร่างกายเมื่อไรเกิดความรู้ เป็นภาษาอธิบายซ้ำเติมสิ่งที่รู้นั้นอีกทีหนึ่ง ตอนนี้เรียกว่า.. เจริญวิปัสสนา เพราะฉะนั้น ในคำที่บางท่านกล่าวว่า ถ้าไม่มีสมาธิก็ไม่มีญาณ ไม่มีญาณก็ไม่มีวิปัสสนาคือปัญญา ไม่มีวิปัสสนาปัญญา ก็ไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริง เมื่อไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริง ก็ไม่มีวิมุติความหลุดพ้น ท่านผู้กล่าวอย่างนี้กล่าวถูก ...แต่ท่านผู้ที่กล่าวว่าสมาธิขั้นสมถะไม่เกิดภูมิรู้อะไรนั้น เป็นการกล่าวผิด ...เราจะบอกตรง ๆ ว่าท่านเหล่านั้นภาวนาไม่ถึงขั้น อันนี้ขอฝากท่านนักปฏิบัติผู้สนใจทั้งหลาย ลอง ๆ จดจำเอาไว้พิจารณา ตามที่อาตมากล่าวมานี้ อย่าเพิ่งเชื่อ ให้รับฟังเอาไว้ก่อน สิ่งใดที่เรายังไม่รู้ไม่เห็น ยังปฏิบัติไม่ถึง ให้รับฟังเอาไว้ก่อน อย่ารับรองแล้วก็อย่าปฏิเสธทันทีจนกว่าเราจะพิสูจน์ให้รู้ได้ด้วยตนเอง อันนี้คือทางไปของจิตเมื่อมีสมาธิตามธรรมชาติแล้ว

อีกทางหนึ่งจิตไม่ไปอย่างนั้น..... เมื่อจิตสงบแล้ว กระแสจิตไม่ส่งออกนอก แล้วไม่วิ่งเข้ามาภายในกาย แต่ไปกำหนดรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว ก็จะรู้เห็นอารมณ์ที่เกิดดับกับจิตอยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา ในเมื่อความรู้มันเกิดขึ้น ผุดขึ้นมา ๆ อย่างกับน้ำพุ ผู้ปฏิบัติมีสติกำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อไปถึงจุด ๆ หนึ่ง จิตจะหยุดนิ่ง สว่างไสว รู้ ตื่นเบิกบาน สภาวะทั้งหลายที่เป็นอารมณ์จะไปวนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา แต่จิตหาได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ มีแต่ทรงอยู่ในความเที่ยงตรง รู้ ตื่น เบิกบาน เป็นจิตพุทธะแท้ ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ ในจุดนี้ ท่านอาจารย์มั่น...ท่านบัญญัติศัพท์ของท่านเรียกว่า... ฐีติภูตัง... ฐีติ คือจิตสงบ นิ่ง เด่น สว่างไสว ภูตัง มีสภาวะที่เป็นปรากฏการณ์ให้จิตรู้เห็นเกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดขึ้นแล้วดับไปอยู่ตลอดเวลา อันนี้ทางหนึ่งที่จิตสมาธิธรรมชาติแล้วจะพึงเป็นไป

แต่สิ่งที่กล่าวทั้งหลายนี้ ในขณะที่จิตสงบเป็นสมาธิ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ความรู้สึกที่จะน้อมจิตไปทางใดนั้นย่อมไม่มี จิตจะออกนอกไปเกิดนิมิต ก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ จะวิ่งเข้ามารู้ภายในกายก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ จะไปรู้ที่จิตก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าหากว่าเราสามารถยังมีสัญญาเจตนา น้อมจิตให้เป็นไปอย่างไรนั้น จิตดวงนั้นยังไม่ใช่สมาธิตามธรรมชาติ... เป็นแต่เพียงความสงบที่เราตกแต่งเอาได้เท่านั้น ถ้าเป็นสมาธิตามธรรมชาติจริง ๆ สัญญาเจตนาที่จะไปควบคุมบังคับจิตใด ๆ นั้นย่อมไม่มี มีแต่ความเป็นเองตามธรรมชาติของสมาธิ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า....ของเราทรงตรัสรู้เรื่องอดีตคือ ปุพเพนิวาสนุสติญาณ รู้เรื่องปัจจุบันคือควรประพฤติอย่างไรจึงจะได้ถึงคุณงามความดี รู้อนาคต ผู้ทำดี ทำชั่วแล้ว เมื่อตายแล้ว วิถีชีวิตของเขาจะเป็นไปอย่างไร จึงได้ชื่อว่า รู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต

ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ความแตกต่างของลัทธิศาสนามีเฉพาะในภพภูมิของมนุษย์เท่านั้น ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายและสัตว์ทั้งหลายตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นวิญญาณในโลกอื่น มีแต่กฎของกรรมอย่างเดียวเท่านั้นเป็นศาสนา ท่านผู้ใดได้รับการเสี้ยมสอนมาว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะสัตว์เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ อันนี้ก็เป็นเพียงความเข้าใจของศาสดาของเขา มันไม่ใช่....กฎธรรมชาติของกรรม.... แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่ พระองค์ตรัสรู้เรื่องอดีตเป็นเรื่องสำคัญ พระองค์ระลึกชาติได้ พระองค์ไปเกิดแต่ละภพแต่ละชาตินั้น เพราะกรรมอะไร พระองค์รู้ละเอียดหมด ในเมื่อพระองค์รู้แล้ว จึงนำมาสอนพวกเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้น... ความแตกต่างของศาสนามีเฉพาะในภพภูมิของมนุษย์ แต่เมื่อมนุษย์ทั้งหลายตายไปแล้ว มีแต่กฎของกรรมเท่านั้นเป็นศาสนา ....ผู้ที่ถูกเสี้ยมสอนว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะสัตว์เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ แต่เมื่อเขาตายปุ๊บลงไป เขาได้รับผลของกรรมเกิดจากการฆ่าสัตว์ เขาจะได้ความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า อ้อ ! พระสมณโคดมสอนถูกต้อง ศาสดาเราสอนผิด อันนี้เป็นเรื่องกฎของกรรม

วันนี้ขอบรรยายธรรมะพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านผู้ฟังพอสมควรแก่กาลเวลา ในท้ายที่สุดนี้ ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตใจสงบตั้งมั่นยึดมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นจุดยืนตลอดไปแล้วก็ยึดมั่นในข้อวัตรปฏิบัติที่พระองค์สอนให้เราบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอุบายสร้างความรัก ความเมตตาในสังคมของมนุษย์ เมื่อเรามีความรัก ความเมตตาปราณีต่อกัน เราจะได้ผนึกกำลังกันช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศชาติศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป

จักระ.......จักรา.......จักวาล.........................การฝึก กสิณฤๅษี กสิณพระ และพลังจักรวาลฯ
 

1 Attachment(s)

ในพลังแห่งมิติพิเศษ ......คือพลังที่ไร้พรมแดน
มหาชน มีวิธีการฝึกมากมาย เพื่อให้ได้ซึ่งพลัง


อดีตกาลอันยาวโพ้น
คงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองด้วยสติปัญญามานาน แสนนาน สิ่งที่ยังคงเป็นศาสตร์ที่ตกทอดสืบต่อกันมา เมื่อไม่กี่พันปีมานี้ (ถือว่าน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับอารยธรรมโลกของมนุษย์ในยุค Generation7) นั่นคือการฝึกจิต และเปิดตาที่สามครับ สิ่งที่ยังคงตกทอดมาในปัจจุบันนั่นคือเทคนิค การฝึกกสิณของพระฤๅษี เป็นต้นแบบ

สมัยพุทธกาล
เนื่องจากการ พระพุทธองค์ ท่านได้วิชชาสาม ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ท่านได้ศึกษากับโยคี แต่ท่านทราบได้ว่านี่ไม่ใช่หนทางที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง และต่อมาอีกเพียงไม่กี่ปี ท่านก็ได้สำเร็จ และ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีวิธีการฝึกกสิณ 10 กอง เป็นหลัก และยังคงปฎิบัติกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ และจะยังคงอยู่ไปอีก 2500 ปี ข้างหน้า ครับ

ปัจจุบันกาล
การฝึกทั้งรูปแบบดั้งเดิมคือการฝึกกสิณแบบฤๅษี ยังคงมีมาจนถึงปัจจุบัน แต่มิใช่หนทางหลุดพ้นแห่งกิเลสที่แท้จริง เพราะการฝึกกสิณแบบฤๅษีเพียงเพื่อต้องการได้ฌาน และ อภิญญา เป็นเป้าหมายหลัก แต่สำหรับการฝึกกสิณแบบพระพุทธองค์ ซึ่งยังคงมีจวบจนปัจจุบันนั้น เพื่อการหลุดพ้น ไปยังดินแดนแห่งพระนิพพาน อย่างแท้จริง


สิ่งที่สำคัญคือ การฝึกพลังจักรวาลนั้น ได้ใช้ต้นแบบของการฝึกกสิณแบบฤๅษีกองหนึ่ง (จากหลายๆ กอง) นั่นคือการประยุกต์ใช้ในการบำบัดรักษา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้ชาวโลกได้รักษาตนให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยกับคำศัพท์ ที่เราเรียกว่า
"พลังจักรวาล" นั่นเอง

 

จักรา (Chakra) คืออะไร ?
จักราก็คือ ศูนย์พลังงาน (Force center) ของมนุษย์ ที่อยู่ในสภาพเป็นวงล้อมหรือกงจักรหมุน
จักราคือ สภาพแห่งคลื่นของพลังที่สามารถเปล่งออกมาได้
จักราจึงคือ..........
บ่อน้ำพุที่ให้กำเนิดพลังอันแสนมหัศจรรย์ของมนุษย์โดยผ่านการควบคุมการขับฮอร์โมน เอ็นไซม์ และวิตามินออกมา   ช่วยทำให้มนุษย์สามารถธำรงค์รักษากายภาพแห่งความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ หรือเป็นอะไรที่ยิ่งกว่านั้นได้

                                      ในปรัชญาฝ่ายโยคะ ขั้วบวกของร่างกายอยู่ตรงกระหม่อมเรียกสหัสราระ หรือวิมานของพระวิษณุ ส่วนขั้วลบอยู่ปลายสุดของกระดูกสันหลังคือบัลลังของพระนางกุณฑาลิณี ตามหลักวิทยาศาสตร์ขั้วลบก็ต้องแล่นขึ้นไปหาขั้วบวก เมื่อใดกระแสไฟฟ้าในร่างกายโคจรได้คล่อง ร่างกายและจิตย่อมสมบูรณ์สุด และจิตที่สมบูรณ์นี้เองก่อให้เกิดฤทธิ์ ซึ่งใจกลางฝ่ามือและปลายนิ้วสามารถถ่ายเทพลังงานได้ และพลังขั้วลบที่เรียกกุณฑาลิณีจะผ่านตำแหน่งสำคัญๆในร่างกาย อันเรียกว่าปัทมะ หรือจักราต่างๆ คือดอกบัวเจ็ดจุดด้วยกัน ดูได้จากในรูป

                                      จุดที่1 มูลธาร มีลักษณะเป็นดอกบัวสี่กลีบ
เครือข่ายทางกายภาพของระบบ : Pelvic Plexus ต่อมลูกหมาก เพศ ระบบขับถ่าย
คุณสมบัติ : ความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์ ความเป็นธรรมชาติ

                                      จุดที่2 สวาธิษฐาน อยู่เหนืออวัยวะเพศ เป็นดอกบัวหกกลีบ
เครือข่ายทางกายภาพของระบบ : Aortic Plexus ตับบางส่วน ไต ม้าม ตับอ่อน มดลูก
คุณสมบัติ : การสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ สุนทรีย์ การรับรู้ที่ชาญฉลาด

                                     จุดที่3 มณีปุระ อยู่ตรงไขสันหลังตรงจุดสะดือ เป็นดอกบัวสิบกลีบ
เครือข่ายทางกายภาพของระบบ : Solar Plexus กระเพาะอาหาร ตับบางส่วน
คุณสมบัติ : กายภาพ รูปธรรมและจิตวิญญาณ ความพอใจ ความใจกว้าง มีศีลธรรม

                                      จุดที่4 อนาหตะ อยู่ตรงหัวใจ มีลักษณะเป็นดอกบัวสิบสองกลีบ
เครือข่ายทางกายภาพของระบบ : Cardiac Plexus หัวใจ การหายใจ
คุณสมบัติ : ความรัก ความร่าเริง
                                     ตำแหน่งที่5 วิสุทธะ อยู่ตรงต่อมไธรอยด์ ดอกบัวสิบหกกลีบ
เครือข่ายทางกายภาพของระบบ : Cervical Plexus ต่อมไทรอยด์ คอ แขน ปาก ลิ้น หน้า มือ ไหล่
คุณสมบัติ : จิตสำนึกของการรวมกลุ่ม ความอ่อนหวาน ความไม่ก้าวร้าว การสื่อสารที่ดี ความสุขุม
                                     ตำแหน่งที่6 อาชญะ กลางหน้าผาก ดอกบัวสองกลีบ
เครือข่ายทางกายภาพของระบบ : ต่อม pineal & pituitary การมองเห็น การได้ยิน ความคิด ความมีเงื่อนไข
คุณสมบัติ : การให้อภัย ควบคุมอัตตา (ego) และความมีเงื่อนไข (super ego)

                                    ตำแหน่งที่7 สหัสราระ ตำแหน่งสูงสุดกลางกระหม่อม ดอกบัวพันกลีบ วิมานแห่งพระวิษณุ
เครือข่ายทางกายภาพของระบบ : Limbic Areas สมองส่วนกลาง
คุณสมบัติ : การตระหนักรู้ในตนเอง เป็นศูนย์รวมของคุณสมบัติทั้งหมด ความเงียบ

                                   กลางไขสันหลังมีช่องทางสามช่อง กระดูกสันหลังของคนตรงด้านหน้ามีเส้นยาวคล้ายหลอดเล็กๆ แต่ละช่องเรียกนาที ช่องทางซ้ายสำหรับพลังลบ เรียกอิทะนาที ช่องทางขวาสำหรับพลังบวก เรียกปิงคละนาที ช่องกลางสำหรับกุณฑาลิณี การสูดปราณจะสูบเข้าทั้งสองช่อง แล้วดันผ่านช่องกลาง ให้ผ่านจักราหรือดอกบัวขึ้นไปทีละดอก การถึงจุดอาชญะ จะทำให้เปิดเนตรที่สามถ้าออกทางกระหม่อมคือจุดสหัสราระจะเป็นการผนึกปราณร่วมกับเอกภพนั่นคือความรู้ทั่วจักรวาล

                                  ในทัศนะของผู้ฝึกหทะโยคะซึ่งเป็นกระแสหลักของผู้ฝึกโยคะทั่วโลก
ในขณะนี้ ราชาโยคะคือปลายทางท้ายสุดของการฝึกหทะโยคะ เพราะในคัมภีร์หทะโยคะปฏิปิกา ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน คำว่า ราชาโยคะ กับ “สมาธิ” (ขั้นที่แปดและเป็นขั้นสูงสุดของการฝึกโยคะในคัมภีร์โยคสูตร) และคำว่า “สุญญตา” นั้นล้วนเป็นคำเดียวกันบ่งความหมายเดียวกัน การฝึกอาสนะ ปรานายามะ ประเภทต่างๆ จะช่วยให้พลังกุณฑาลินีตื่น แล้วจะทำให้ปราณหายไปในอากาศธาตุเข้าสู่ สมาธิ ของราชาโยคะในที่สุด เมื่อกุณฑาลินีตื่นและโยคีผู้นั้นสามารถละวางจากกรรมทั้งหลายได้ โยคีก็จะเข้าสู่สภาวะ “ไร้อัตตา”
จึงเห็นได้ว่า การฝึกราชาโยคะคลาสสิคนั้นความจริงก็คือ การฝึกฌานสมาบัติแบบฤาษีนั่นเอง ผู้ที่เอาแต่ฝึกดัดตนฝึกอาสนะของหทะโยคะ โดยไม่รู้ถึงราชาโยคะก็เปรียบเสมือนไก่ได้พลอยนั่นเอง
                                     ในตำราโยคะที่เป็นมาตรฐานทั่วไป จะจำแนกโยคะออกเป็น 7 สาขาคือ 1.หทะโยคะ 2.กุณฑาลินีโยคะ 3.มนตราโยคะ 4.ภักดีโยคะ 5.กรรมโยคะ 6.ญาณโยคะ และ 7.ราชาโยคะ
โดยได้อธิบายความหมายของราชาโยคะเอาไว้ว่า...ราชาโยคะ(คลาสสิค)ถือว่าอาตมัน ที่อยู่ในร่างกายของคนเรานั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอาตมันของสากลจักรวาลหรือพรหมมัน และไม่มีการแตกดับโดยที่การแตกดับจะเกิดขึ้นกับร่างกายที่เป็นที่พำนักชั่วคราว ของจิตวิญญาณเท่านั้นส่วนอาตมันย่อมเวียนว่ายตายเกิดไปตามสงสารวัฏจนกว่าจะบรรลุ พระนิพพาน ราชาโยคะคือวิถีทางที่จะไปสู่นิพพานได้โดยทางลัดในชาตินี้ ถ้าหากปฏิบัติฝึกฝนตนได้สำเร็จ ราชาโยคะนี้กล่าวได้ว่าเป็นส่วนผสมของภักดีโยคะ กรรมโยคะ และญาณโยคะรวมกัน บางทีก็เรียกราชาโยคะนี้ว่า “ราชาแห่งโยคะ” คือเป็นสุดยอดของโยคะทั้งหลาย โดยปกติเป็นที่เข้าใจกันว่า ราชาโยคะคลาสสิคนี้มีความเกียวข้องและสัมพันธ์กับหทะโยคะอย่างใกล้ชิดจนถึงกับมีคำกล่าวว่า “ราชาโยคะจะมีไม่ได้ถ้าปราศจากหทะโยคะ และหทะโยคะจะไม่สมบูรณ์ถ้าปราศจากราชาโยคะ” เนื่องเพราะหทะโยคะเป็นฐานและราชาโยคะเป็นยอดของฐาน ผู้ใดก็ตามที่ฝึกหทะโยคะย่อมเข้าสู่วิถีของราชาโยคะไปโดยปริยาย ซึ่งบราห์มา กุมารี เป็นมหาวิทยาลัยทางจิตของโลก เป็นสถาบันการศึกษาที่สอนความรู้ทางจิต ที่เรียกว่า ราชาโยคะ ท่านสามารถติดต่อ บราห์มา กุมารี แห่งประเทศไทยได้ โดยทางเว็บดวงแก้วได้ทำLinkไว้ให้ด้านล่างแล้ว
                                      ท่านสามารถศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมได้จากหนังสือคุรุมังกร ของดร.สุวินัย ภรณวลัย และหนังสือไวษณวี ของทมยันตี ซึ่งที่นำมาเป็นเพียงพื้นฐานส่วนน้อย หากท่านใดสนใจขอให้หาอ่านเอาในหนังสือเหล่านี้ และทางเราได้ทำLinkของดร.สุวินัยไว้ให้แล้วด้านล่าง ทางด้านหนังสือของทมยันตีก็มีLinkของสำนักพิมพ์ณ บ้านวรรณกรรมให้ในหน้าโฮมเพจครับ

                                      ส่วนสหจะโยคะ..นับเป็นราชินีแห่งโยคะซึ่งในที่นี้จะขออธิบายคร่าวๆก่อน
หลายท่านคงจะมีคำถามว่าสหจะโยคะคืออะไร
สหจะโยคะ...เป็นรูปแบบง่ายๆรูปแบบหนึ่งของการฝึกสมาธิ ค้นพบโดยท่านศรีมาตาจี นิรมาลา เทวี ซึ่งได้รับการยกย่องในปัจจุบันนี้ว่า เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของโลก
ในภาษาสันสกฤตคำว่า “โยคะ“ หมายถึงการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ universal unconciousness (จิตใต้สำนึกแห่งจักรวาล) สหจะโยคะง่ายต่อการปฏิบัติแต่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาสู่ชีวิตของคุณได้โดยการปลุกพลังศักดิ์สิทธิ์ภายในตัวของมนุษย์ให้ตื่นขึ้น พลังนี้จะนำความบริสุทธิ์มาสู่ร่างกายและจิตใจ ด้วยการเข้าสู่ภาวะการมีสติรู้ที่สูงขึ้น คุณจะได้รับความสงบสุขภายในความปีติสุขและพลังในการรักษาตัวคุณเอง และสามารถรักษาผู้อื่นได้อีกด้วย
                                      พลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายมนุษย์ทุกคนนี้มีชื่อว่าพลังกุณฑาลินี เมื่อพลังนี้ตื่นขึ้น คุณจะตระหนักรู้ถึงความไม่สมดุลย์ที่อยู่ในตัวคุณ และสามารถขจัดความไม่สมดุลย์เหล่านั้นได้ และยังปรับปรุงสุขภาพทางจิตใจและร่างกายของคุณให้ดีขึ้น ทุกๆ ศาสนาได้เคยกล่าวถึงกุณฑาลินี ในลักษณะของ เปลวไฟบนศีรษะของนักบุญ ลมศักดิ์สิทธิ์ ดอกบัวพันกลีบ สายน้ำคงคาบนเศียรของพระศิวะ ฯลฯ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ ของพลังกุณฑาลินี ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีการรู้แจ้ง และจักราที่เจ็ดได้เปิดออก   เครื่องมือในการรู้แจ้งเห็นจริงของเราอยู่ภายในกระดูกสันหลัง ตรงกับประสาทส่วนกลางซึ่งแบ่งออกเป็นระบบประสาทพาราซิมพาเทติกและระบบประสาทซิมพาเทติก อวัยวะต่างๆในร่างกายของคนเราถูกควบคุมโดยศูนย์กลางพลังงานทั้ง 7 แห่ง ซึ่งศูนย์พลังงานเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับเส้นประสาทและต่อมไร้ท่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความคิด อารมณ์ ความจำ เงื่อนไข และการสร้างสรรค์ของคนเรามีความเกี่ยวเนื่องกับระบบทางกายภาพของร่างกายโดยมีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามีโรคร้ายแรงและเรื้อรังจำนวนมากรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการฝึกปฏิบัติสหจะโยคะ   สหจะโยคะต่างจากโยคะอื่นตรงที่มีการเริ่มต้นจาก การตระหนักรู้ในตนเอง ซึ่งบัดนี้มิใช่เป็นเพียงความฝันของผู้แสวงหา แต่ทว่าเป็นสิ่งที่ได้รับอย่างเป็นความจริง สหจะโยคะไม่เพียงแต่ให้การตระหนักรู้แก่ผู้คน แต่ยังสามารถเปลี่ยน บุคคลไปสู่บุคลิกที่สง่างามอันเป็นผลจากสมาธิภายใน และผู้ที่ปฏิบัติสม่ำเสมอ จะสามารถรวมร่างกาย จิต และจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างสมดุล ได้รับการพัฒนาทางสุขภาพ ปัญหาต่างๆ ทั้งทางกาย ทางจิต ครอบครัว หรือในสังคม จะค่อยๆ หมดไป นอกจากนี้ สหจะโยคียังสามารถรู้สึกถึงสภาวะของผู้อื่น และช่วยแก้ไขปรับปรุงให้ผู้อื่นได้ โดยสัมผัสพิเศษจากพลังนี้อีกด้วย

 



เกมส์   โหรตัวโน๊ต   เรื่องเล่าจากผี  นานาสาระ_พัน   บทความ   เกร็ดเก่าๆ-เรื่องเล่าวันวาน   ตำนาน   เกร็ดเกจิ

 กลอนกล่อมขวัญ  เพลงกล่อมใจ  นิทานกล่อมเด็ก เรื่องขำๆ  ช่างจำเป็น???..เหลือเกิน

....ติดต่อเรา.... Contact us..